สำหรับแฟนของป้าเช็งคงไม่ต้องอธิบาย
มากแต่สำหรับผู้ที่เพิ่งรู้จักป้าเช็งหรือ
ผู้ที่รู้จักเพียงผิวเผินผ่านสื่อ อาจจะ
มองป้าเช็งในแง่ไม่ดีเท่าไหร่
ข้าพเจ้าจึงขอเขียนอธิบายพร้อมแก้ต่าง
ในแบบฉบับย่อๆให้ท่านเหล่านั้น
รู้จักและเข้าใจป้าเช็งรวมทั้งน้ำหมักมากขึ้น
ป้าเช็ง หรือ ศรวรรณ ศิริสุนทรินท์ ก็คือ เศรษฐีนี ที่ร่ำรวยมาจากการขายที่ดิน แต่ไม่ใช่เจ้าแม่อย่างที่หลายคนให้ฉายา เดิมทีเป็นแม่ค้าทำมาค้าขายมาหมายอย่าง จนทำธุรกิจ หลากหลาย ทั้งเคเบิ้ลทีวี ชิปปิ้ง เรือเฟอร์รี่ขนส่ง ฮาร์ดแวร์ ก่อสร้าง หมู่บ้านจัดสรรค์ คอมพิวเตอร์ อาหารแช่แข็ง ทีวีดาวเทียมและอีกสารพัด แม้จะร่ำรวยแต่ก็เป็นคนสู้ชีวิตและติดดินมาก มีนิสัยชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือคน จนบางทีถูกโกงถูกหลอกบ่อยๆ และชอบช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะทางด้านการศึกษา ได้แก่ การสร้างโรงเรียน ให้ทุนการศึกษา สนับสนุนเพชรยอดมงกุฏ สร้างสถานพยาบาลด้วยสมุนไพร วัดทับคล้อ สำหรับพระสงฆ์ที่อาพาธ
เรื่องน้ำหมักชีวภาพมีที่มาที่ไปคือ เดิมทีป้าเช็งค้นพบน้ำหมักจาก การเรียนสมุนไพร มาจากหลวงพ่อบุญจันทร์ และหลักสูตรการใช้สมุนไพรจากโครงการพระราชดำริป่าสมุนไพร
และได้ทดลองทำน้ำหมักชีวภาพ โดยดัดแปลงจากน้ำมูตรเน่า ตามพระไตรปิฏก หมักไว้เป็นเวลานานจนได้พบ ดร.รสสุคนธ์เมื่อเห็นแนวทางคล้ายกันจึงสนับสนุน แต่ก็ได้แยกออกทำเองเพราะต้องการ
เปิดเผยเคล็ดลับและสูตร รวมทั้งต้องการลดขยะ ที่เป็นปัญหาระยะยาวในประเทศ จึงได้รณรงค์ โดยออกทุน ส่วนตัวเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม และอุปกรณ์ทำรายการโทรทัศน์ขึ้นมา โดยมิได้รับขายโฆษณาเหมือนช่องทั่วๆไป เพื่อให้คนทั่วไปได้มีโอกาสลองใช้ หลังจากทดลองกับตนและคนใกล้ชิดจนได้ผลเป็นที่ประหลาดใจ และทำแจกกับคนทั่วไปเรื่อยมา แต่เมื่อให้ก็เริ่มหมดจึงคิดว่าต้องทำให้คนหมักด้วยตนเองให้ได้ จึงเลิกแจกแต่สอนให้ทำแทน
จากข่าว คนทั่วไปที่ไม่เคยทดลองหรือรู้จักน้ำเอ็นไซน์ คงตั้งข้อรังเกียจ เพราะนักข่าวและนักการเมือง บางคนต้องการโจมตีป้าเช็ง เนื่องจากนึกเอาเองว่าเป็นฐานเสียงของคนเสื้อแดง จากการที่ป้ากล้าวิภากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐ อย่างไม่เกรงกลัวใคร จริงๆแล้วเอ็นไซม์ มีความนิยมตั้งแต่ ศตวรรตที่ 19ในประเทศ โดยเป็นที่รู้จักกันในยุโรปในชื่อ kombucha
ต่อมาจึงมีการศึกษาต่อยอด โดยทางอเมริกาได้ทดลองทำเป็น แอปเปิ้ลไซเดอร์ และในญี่ปุ่นได้นำเอา kombu มาวิจัยต่อจนพบ EM หรือ Effective Micro-organisms ค้นพบโดย ศาสตราจารย์ ดร.เทรโอะ ฮิงะ (TEROU HIGA) แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น และพัฒนานำไปใช้ทางด้าน Bio-Chemical อย่างแพร่หลาย รวมถึงพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เราใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไม่รู้ตัว เช่นใช้ใส่ในอาหารประเภทซีเรียล เพื่อข่วยย่อยสลายและจัดตัวของ ธัญพืชก่อนนำมาอัดแท่ง ใช้ในทางการเกษตร ใช้ในด้านการกำจัดคราบน้ำมัน ใช้ในด้านอาหารเช่น ทำนมเปรี้ยม ไวน์ เวเนก้าบางชนิด แอปเปิ้ลไซเดอร์ และเริ่มมีการนำมาสกัดเป็นยามากขึ้น
ขณะที่ญี่ปุ่นได้ศึกษาจนเริ่มเป็นเจ้าโลกในด้านเทคโนโลยี เอมไซน์และ EM จากการวิจัยของ ดร.เทรโอะ ฮิงะ ยังค้นพบคุณสมบัติที่น่าตกใจคือด้าน คืนสภาพเซลล์หรือโมเลกุล หรือที่เรียกว่า re-generation อีกด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลมากนักเพราะยังอยู่ในช่วงวิจัยมากขึ้น ทางจีนและอินเดียก็ได้มีการสนับสนุนการศึกษาด้านนี้มากขึ้น เพราะสามารถนำไปผนวกกับนาโนเทคโนโลยี พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้มากมายมหาศาล ทางด้านอเมริกา มีผู้ศึกษาจนนำมาใช้ในการบำบัดแบบแพทย์ทางเลือกคือ ดร.ดิ๊คซี่ ฟูลเลอร์ (Dr. DicQie Fuller) จนคนดังหลายวงการก็เคย มารับการรักษาด้วยเอนไซม์มาแล้วทั้งนั้น อย่างมิสยูนิเวิส และอดีตประธานาธิปดี เป็นต้น
ส่วนประเทศไทยแม้จะมีของดีในมือคือ บันทึกตามพระไตรปิฏก เรื่องน้ำคูตรเน่าและแม้จะเคยมีโครงการวิจัยที่ตั้งขึ้นในสมัย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร โดย Biotec ของ Nectec ได้ตั้งศูนย์วิจัยทางด้านนี้ขึ้นมา ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะถ้าถูกวิจัยจนพัฒนาเป็นยาได้จะมีผลเสียต่อการนำเข้ายาบางประเภท เหมือนกับการที่กดยาแผนโบราณไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรจะเป็น ดังเช่นประเทศเจริญแล้ว เช่นเกาหลีหรือญี่ปุ่นและจีน
จริงๆแล้วน้ำหมักหรืออีเอ็มของป้าเช็งนั้น สามารถช่วยรักษาบรรเทาหลายโรคได้ดี เช่นโรคผิวหนัง และความผิดปกติของร่างกายบางอย่าง เพราะเซลล์ประกอบด้วยเอ็นไซม์ และเอ็นไซม์สามารถไปฟื้นฟูเซลล์บางส่วนได้เหมือนการนำสารอาหารดูดซึมได้โดยตรง ที่เรียกว่า ดี-ไอโอไดด์ และการหมักของป้าเช็งนั้น มีสูตรเฉพาะโดยใช้สมุนไพรไทย หมัก แทนการใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ อย่างอเมริกา ซึ่งให้ผลดีกว่า แต่จากข่าว เป็นความผิดพลาดหรือจงใจบางประการที่ต้องการสื่อให้เห็นว่าทั้งหมดคือน้ำหมักขยะจากครัวเรือน ซึ่งน้ำหมักส่วนนี้จริงๆไม่มีไว้รับประทานแต่มีไว้กำจัดกลิ่นในห้องน้ำ หรือซักผ้า ถูบ้าน เพื่อลดการเกิดกลิ่นจากเชื้อราบางประเภท การที่ป้าเช็งชิมผ่านทีวีในวันนั้นเพราะมีนักข่าวให้ทดลองชิมให้ดูและเก็บภาพไปใช้เพื่อเล่นเป็นหัวข้อข่าว
ส่วนใครจะเชื่ออย่างไรก็แล้วแต่วิจารณญาณ จะเชื่อ โดยการเสพสื่อที่เป็นไปตามอิทธิพลทางการเมืองและการโฆษณาทันที หรือหาข้อมูลและทดลองด้วยตนเองก่อนก็แล้วแต่บุคคลและจริต ท่านที่อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้หาจาก wiki และ google หรืออยากได้คำอธิบายแบบชาวบ้านเข้าไปได้ที่ supercheng.tv


