auntcheng blue2 ป้าเช็ง อุดมการณ์ชีวภาพ และการต่อกรกับอำนาจรัฐ

ป้าเช็ง อุดมการณ์ชีวภาพ

ผมเปิดดูรายการ “ซูเปอร์เช็ง” (super cheng) จากทีวีดาวเทียมช่อง 133 โดยบังเอิญ ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว จากนั้นก็ติดตามดูเรื่อยมา เนื่องจากป้าเช็งสตรีวัย 72 ปี ที่ดูแข็งแรงเหมือนกับคนวัย 50 เคยมีข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ว่า ถูกเจ้าหน้าที่  คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พา ตำรวจ บุกจับกรณีน้ำหมักมหาบำบัด

ภูมิหลังของป้าเช็ง ป้าเช็งมีชื่อจริง ศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ เป็นนักธุรกิจที่ต่อสู้ชีวิตฝ่าความยากจนมาจนกระทั่งประสบความสำเร็จร่ำรวยขึ้นมาด้วยตัวเอง ปัจจุบันมีธุรกิจบริษัทจดทะเบียนหลากหลายสาขา ตั้งแต่ธุรกิจซื้อขายที่ดิน เรือโดยสาร จนถึงเคเบิลทีวี รวม 18 แห่ง ทุนจดทะเบียนประมาณ 500 ล้านบาท เรียกว่า ร่ำรวยมาก่อนที่จะมีข่าวเกี่ยวกับเรื่องน้ำหมัก

ป้าเช็งเล่าว่า เคยเรียนรู้เรื่องการหมักจากพระภิกษุเมื่อ 40 ปีก่อน เมื่อคราวที่ตัวเองป่วยจึงได้นำน้ำหมักมารักษาตัว จากนั้นก็ขวนขวายศึกษาเรื่องนี้จากแพทย์ทางเลือก ซึ่งมีผลให้อาการป่วยดีขึ้น ประกอบกับพ่อป้าเช็งเป็นผู้ที่มีความรู้แบบหมอยาพื้นบ้านด้วย จึงทบทวนรื้อฟื้นความรู้ที่เคยได้มาคู่ไปกับการหาประสบการณ์ตรง และการวิเคราะห์เชิงประสบการณ์มาเสริมความรู้ ทำให้ป้าเช็งปลูกฝังอุดมการณ์ชีวภาพให้กับตัวเองอย่างลุ่มลึก และออกมารณรงค์เผยแพร่เรื่องนี้ จนเกิดปัญหาถูกจับเป็นคดีความในเวลาต่อมา

กรณี น้ำหมักชีวภาพ หรือ การดูแลรักษาตัวเอง ด้วยการปรับดุลภาวะตามแนวทางการแพทย์ ตะวันออก นั้น มีความเป็นมา มีพื้นฐานวิธีคิดแตกต่างจากการแพทย์แบบตะวันตก และการแพทย์แผนใหม่อย่างมีนัยสำคัญอยู่หลายประการ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งสองแบบ แต่ประเด็นเหล่านี้คงปล่อยให้เป็นการวิวาทะและการพัฒนาร่วมกันของวงการแพทย์ต่อไป

ความน่าสนใจของ กรณีป้าเช็ง คือประเด็น “ความรู้” และ “อำนาจ” เพราะเมื่อมีการนำ มะขามป้อม สมอ ลูกยอ บอระเพ็ด ลำใย มาหมักเป็นน้ำชีวภาพที่ป้าเรียกว่า “น้ำมหาบำบัด” หรือการส่งเสริมให้ผู้คนช่วยกันลดโลกร้อนโดยนำ “ขยะบ้าน” มาทำความสะอาดและนำไปหมักเพื่อปรับขบวนการชีวภาพเพื่อนำกลับไปใช้เป็นเชื้อบำรุงดิน ปรับสภาพดิน นำไปทำความสะอาดบ้านเรือน ดูแลตัวเอง ที่ป้าแกเชิญชวนเรียกตลกๆ ว่ายี่ห้อ “กูหมักเอง” กลายเป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อผิดกฎหมาย จึงน่าตรวจสอบดูว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองเรา?

กรณีนี้เป็นเรื่องความเลวร้าย เป็นความผิดที่ควรลงโทษป้าเช็ง? หรือเป็นความบิดเบี้ยวของ “ความรู้” และ “อำนาจ” ของกระแสหลักที่ครอบงำความคิดของสังคม? หรือเป็นความมักง่าย ล้าหลัง ไม่เอาไหน ไร้น้ำยา ของหน่วยงานและระบบการบริหารจัดการของรัฐกันแน่?

ที่จริงเรื่องน้ำหมักนี้นอกจากใน พระไตรปิฎก ได้ตราความว่า มะขามป้อม สมอ ลูกยอ และบอระเพ็ดนั้น สมัยพุทธองค์ได้นำมาหมักกับปัสสาวะเป็นน้ำมูตรเน่ารักษาโรคแล้ว ในประเด็น เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ยังเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจใน เศรษฐมิติแห่งคลื่นลูกที่ 6 ที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและอนาคตอีกด้วย ไม่รู้ว่า องค์การอาหารและยา (อย.) หรือ สำนักงานตำรวจ รู้เรื่องแบบนี้บ้างรึเปล่า?

ถ้าพิจารณาถึงประเด็น ความรู้เชิงประสบการณ์ ที่มีการสื่อสารเรียนรู้จากกลุ่มคนร่วมประสบการณ์เดียวกันผ่านการพบปะพูดคุยและผ่านสื่อทีวีช่องซูเปอร์เช็งอยู่ขณะนี้ จะเห็นชัดว่าความรู้เชิงประสบการณ์แบบของป้าเช็งกำลังถูก “เบียดขับ” และ “ทำให้เป็นอื่น” จาก วาทกรรมกระแสหลัก ที่อาศัยหลักการและกฎเกณฑ์ของการแพทย์ การสาธารณสุข แบบตะวันตก ที่มีอิทธิพลครอบงำความคิดผู้คนในสังคมไว้อย่างแนบนัยด้วยหลักการ วิทยาศาสตร์ ซึ่งวาทกรรมกระแสหลักที่ได้สร้างขึ้นมาในรูปของความรู้ชุดดังกล่าว คือแม่บทที่นำมาใช้สร้าง กลไกอำนาจ เพื่อจัดการกับ ความรู้แบบอื่น และ ความเคลื่อนไหวที่ต่างออกไป

การจัดการ กรณีป้าเช็ง โดยอำนาจของอย. และ ตำรวจ จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นการใช้อำนาจของวิธีคิดกระแสหลัก ที่มุ่งกดทับเบียดขับ ความรู้แบบของชาวบ้าน อย่างชัดเจน โดยอาศัยกฎเกณฑ์ที่สร้างทำกำกับไว้ แต่ผู้กระทำคงลืมไปว่าอีกด้านหนึ่งของการกระทำนี้ก็สะท้อนให้เห็นความล้าหลัง คับแคบ ความอับจนไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วย!

ด้วยเหตุว่า ความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมโลกทุกวันนี้ องค์กรและหน่วยงานรัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้คนและสังคม ควรจะต้องปรับตัวปรับบทบาทเพื่อเรียนรู้โลกอย่างรอบด้านในการสร้างสรรค์ส่งเสริมสังคม และรู้จักทำความเข้าใจโลกแวดล้อมทั้งปัจจุบันและอนาคตที่กำลังเปลี่ยนไป รู้จักที่จะเชื่อมโยงเพื่อปรับกลไกรัฐให้เคลื่อนไหวแบบสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสังคมให้เท่าทันกระแสคลื่นลูกใหม่

แต่กรณีนี้ ไม่มีการศึกษาเรื่องที่เกิดขึ้นให้ละเอียด ไม่ได้มีการตรวจสอบความรู้เพื่อเข้าถึงคุณสมบัติที่มีอยู่ แต่กลับเดินหน้าใช้อำนาจไล่ล่า ซึ่งการทำงานแบบนี้นอกจากจะเป็นความล้าหลังของระบบราชการแล้ว ยังเป็นอุปสรรคขัดขวาง ความก้าวหน้าของประเทศ อย่างรุนแรงอีกด้วย! ถึงเวลาแล้วที่ หน่วยงานรัฐ ควรจะมี ทัศนะใหม่ ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้.

บทความจาก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2553 00:00:17 น

เขียนโดย: อ.อภิชาต ทองอยู่

tapichart@hotmail.com