lychee1 ลิ้นจี่ราชินีผลไม้ต้านมะเร็ง

ลิ้นจี่ราชินีผลไม้

ต้นกำเนิดของลิ้นจี่ คือ ประเทศจีน มีประมาณ 30-40 พันธุ์ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถังชื่อ ป๋ายจีอี้ เคยเขียนไว้ว่า “ถ้าลิ้นจี่ถูกเด็ดจากต้น 1 วัน เปลือกจะเปลี่ยนสี 2 วัน กลิ่นหอมก็จะเปลี่ยน 3 วัน รสชาติก็เปลี่ยนไป และหลังจาก 4-5 วัน ทั้งสี กลิ่น และรสก็จะเปลี่ยนไปหมดสิ้น”

เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความอร่อยของลิ้นจี่ ทำให้กษัตริย์ในราชวงศ์จีนหลายสมัยต้องมีคำสั่งให้ม้าเร็วห้อม้านำลิ้นจี่สดในกระบอกไม้ไผ่จากทางภาคใต้ของจีนไปถวายพระสนม (เช่น หยางกุ้ยเฟย) โดยโกหกว่าเป็นคำสั่งด่วนทางราชการ จึงเห็นได้ว่าลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงมานาน ทั้งด้านรสชาติและเรื่องความเป็นมงคล ชื่อลิ้นจี่ในภาษาจีนนั้นคือ Lychee  ลี่จือ มีความหมายว่า “ของขวัญเพื่อชีวิตที่เบิกบาน” แม้ในปัจจุบันก็ยังถูกยกให้เป็น “ผลไม้แห่งห้วงรัก”

ในสมัยก่อนนั้นลิ้นจี่ยังไม่มีการปลูกในไทย ส่วนมากจะพบแหล่งปลูกทางตอนใต้ของจีนและอินโดนีเซีย รวมไปถึงทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ เนื่องจากสภาวะอากาศเหมาะสมแก่การเจริญเติบโต ประเทศไทยเราในอดีตได้ทานเพียงลิ้นจี่ดองน้ำเกลือซะมากกว่า ในประเทศตะวันตกเมื่อครั้งอดีตก็ปรากฏว่า เป็นที่นิยมพอสมควร ซึ่งในสมัยนั้นจะได้ทานก็ต้องผ่านการขนส่งเปนระยะเวลานาน จึงเปลี่ยนสภาพลิ้นจี่ดองจนกลายสภาพเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปซะ บางที่จึงเรียกว่า ลิ้นจี่มาร์ตินี่ หรือเอาเนื้อลิ้นจี่ไปแกล้มกับอาหารประเภทเนื้อ หรืออาหารทะเลเพื่อช่วยตัดรสเลี่ยนหรือมันนั่นเอง ในปัจจุบันยังนิยมนำลิ้นจี่มาแปรรูปหลายอย่าง ทั้งทำเค้ก พาย ลิ้นจี่กระป๋อง น้ำลิ้นจี่ หรือแม้แต่ลิ้นจี่แคปซูล เพื่อเป็นอาหารเสริมอีกด้วย

ถ้าพูดถึงเรื่องนำไปเป็นอาหารลิ้นจี่นั้น ก็ยังเหมาะสำหรับเป็นผลไม้ทานในช่วงไดเอทอย่างดีเยี่ยมอีกด้วย เพราะลิ้นจี่ 6 ผล  ให้พลังงานเพียง 125  แคลอรี มีไขมันน้อยกว่า 1 กรัม ลิ้นจี่มีวิตามินบี 2 โพแทสเซียม และมีวิตามินซีสูงมาก กินลิ้นจี่เพียงวันละ 3 ผลก็ได้วิตามินซีครบถ้วนตามความต้องการใน 1 วัน เนื่องจากวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยบำรุงหลอดเลือด กระดูกและฟัน ในฤดูลิ้นจี่จึงควรกินลิ้นจี่แทนวิตามินซีสังเคราะห์สักระยะหนึ่ง

ลิ้นจี่ยังจัดเป็น ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน และน้ำตาล มีน้ำมันหอมระเหย และมีกรดอินทรีย์บางชนิด วิตามิน  บี 1 ในลิ้นจี่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินบี 2 ช่วยให้ ร่างกายเจริญเติบโตป้องกันไขมันอุดตันหลอดเลือด แคลเซียมเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีไนอะซีน ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลและไขมันให้เป็นพลังงานช่วยระบบย่อยอาหาร

ปัจจุบันแหล่งปลูกลิ้นจี่ในประเทศไทยจะมี 2 แหล่งใหญ่ คือ บริเวณภาคเหนือตอบบน และบริเวณภาคกลางได้แก่ จังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนี้ยังกระจายการปลูกลิ้นจี่ไปถึงภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่มากนัก

สรรพคุณ เนื้อในผล  กินเป็นยาบำรุง แก้อาการไอเรื้อรัง แก้อาการคัดจมูก รักษาอาการท้องเดิน  ลดกรดในกระ-เพาะอาหาร และบรรเทาอาการไม่ปกติของระบบทางเดินอาหาร
ประเทศจีนใช้ชาเปลือก ลิ้นจี่บรรเทา อาการหวัด แก้การติดเชื้อในลำคอ อาการท้องเสียอย่างอ่อน และโรคจากการติดเชื้อไวรัส เมล็ดมีฤทธิ์แก้ปวดบวม โดยใช้บดเป็นผงชงน้ำดื่ม หรือใช้พอกบริเวณมีอาการ ชาต้มรากลิ้นจี่หรือเปลือกต้นใช้แก้อาการติดเชื้อ ไวรัส อีสุกอีใส และเพิ่มความสามารถระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลิ้นจี่มีปริมาณเส้นใยอาหารสูง มีปริมาณพลังงาน ต่ำ และเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติช่วยเผาผลาญสารอาหารในร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ  ปัจจุบันจึงมีการกล่าวอ้างถึงสรรพคุณลิ้นจี่ในผลิตภัณฑ์ช่วยควบคุมอาหารและ ลดน้ำหนัก แต่ไม่พบที่มาของสรรพคุณในการเผาผลาญสารอาหารดังกล่าว

สารเคมีที่พบ
เนื้อลิ้นจี่ กลูโคส (glucose) 66% ซูโคส (sucrose) 5% โปรตีน (protein) 1.5% ไขมัน 1.4% วิตามิน เอ,บี,ซี, folic acid, malic acid, free arginine และ trytophan

lychee fruit ลิ้นจี่ราชินีผลไม้ต้านมะเร็ง

ลิ้นจี่ต้านมะเร็ง

เปลือกลิ้นจี่มี Polyphenoloxidase
เนื้อลิ้นจี่มีคุณสมบัติร้อน (เป็นหยาง) รสหวานปนเปรี้ยว

 

ลิ้นจี่ในตำรับยาแผนโบราณ
1. คนชราที่มักมีอาการท้องเสียตอนดึกๆ : ใช้ข้าว 1 กำมือ เนื้อลิ้นจี่แห้งประมาณ 5 เม็ด ต้มเป็นข้าวต้มลิ้นจี่ให้กินติดต่อกัน 3 ครั้ง
2. เด็กปัสสาวะกลางคืน : ให้กินเนื้อลิ้นจี่แห้งประมาณ 10 เม็ด ติดต่อกันจนดีขึ้น
3. กระทุ้งหัด : ใช้เนื้อลิ้นจี่ 9 กรัม ต้มน้ำกิน
4. ร่างกายอ่อนแอหลังฟื้นไข้ : ให้กินเนื้อลิ้นจี่สดวันละ 60-150 กรัม ติดต่อกันครึ่งเดือน
5. ปวดกระเพาะอาหาร (เวลากดบริเวณท้องจะรู้สึกสบาย) : เมล็ดลิ้นจี่หนัก 30 กรัม ตำให้แหลก ต้มกับขิงสด 6 กรัม แล้วกินน้ำ

ผลงานวิจัยสรรพคุณของ ลิ้นจี่ ในปัจจุบัน พบสารต้านมะเร็ง

ลิ้นจี่ต้านมะเร็งเต้านม
เนื้อลิ้นจี่และเปลือกลิ้นจี่มีสารฟลาโวนอยด์หลายชนิด งาน วิจัยจากประเทศจีน 2 ชิ้นพบว่าส่วนเพอริคาร์พ (เปลือกและเนื้อผล) ของลิ้นจี่มีสารกลุ่มฟลาโวนอลที่สำคัญคือ โพรไซยาไนดินบี 4 ไพรไซยา- ไนดินบี 2 และอีพิคาเทชิน ส่วนแอนโทไซยานินที่สำคัญคือ ไซยาไนดิน3-  รูตินโนไซด์ ไซยาไนดิน-3กลูโคไซด์ เควอเซทิน-3- รูติโนไซด์ และเควอเซทิน-3-กลูโคไซด์ สารเหล่านี้แสดงฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นที่ดี โดยในกลุ่มฟลาโวนอลพบว่าโพรไซยาไนดินบี 2 กำจัดไฮดรอกซี่เรดิคัลและซูปเปอร์-ออกไซด์แอนอิออนได้ดีที่สุด
ส่วนโพรไซยาไนดินบี 4 โปรไซยาไนดินบี 2 และอีพิคาเทชินมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งชนิดอื่นๆ อีก และมีพิษต่อเซลล์ปกติน้อยกว่ายาพาซิทาเซลที่ใช้ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ มีรายงานว่าสารสกัดเพอริคาร์พของลิ้นจี่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์ มะเร็งเต้านม ทั้งในห้องทดลองและในสัตว์ทดลอง โดยยับยั้งการขยายจำนวนเซลล์ การควบคุมการสื่อสารระหว่างเซลล์มะเร็ง การสร้าง mRNA และเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งดังกล่าวแบบอะป๊อบโทซิสในระดับยีน และยับยั้งผลต่อเนื่องในการแทรกตัว การยึดเกาะพื้นผิวของเซลล์มะเร็ง พบว่าขนาดของก้อนมะเร็งเต้านมในหนูทดลองลดลงร้อยละ 41 เมื่อได้รับสารสกัดเอทานอล ของเพอริคาร์พของลิ้นจี่ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาผลิตเป็นอาหารเสริมให้กับผู้ป่วยมะเร็ง

งานวิจัยอีกชิ้นจากประเทศจีนรายงานว่า สารสกัดจากลิ้นจี่ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน รายงานจากสหรัฐอเมริกาพบว่าสารสกัดลิ้นจี่ลดขนาดเนื้องอกในสัตว์ทดลอง

 

 

รวบรวมโดย ซุปเปอร์เช็งดอททีวี supercheng.tv

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.vcharkarn.com/varticle/39873

http://www.doctor.or.th/node/5942