GMO soy2 โปรตีนมรณะจากถั่วเหลือง GMO

ถั่วเหลืองตัดแต่งพันธุกรรม

 

ในโลกการค้าเสรีอย่างทุกวันนี้  อาหารตัดต่อยีน  หรือที่คุ้นกันในชื่อ GMOs  ทั้งที่เป็นวัตถุดิบและที่สำเร็จรูป  ต่างเรียงหน้าเข้าสู่ตลาดบ้านเราแบบไม่มียั้ง

GMOs  จะดีเลิศหรือเลวร้ายอย่างไร  ก็อยากจะฟันธงได้ในตอนนี้  แต่มะเขือเทศ  ข้าวโพด  มันฝรั่ง  และอื่นๆ อีกราว 20 รายการที่เป็น GMOs ต่างมีคละเคล้าปนเปอยู่ในตลาดให้ผู้คนได้เล่นเกมเสี่ยงโชคกัน  รวมถึงถั่วเหลืองแหล่งโปรตีนสุขภาพราคาถูก  ซึ่งผู้รักสุขภาพที่เลี่ยงโปรตีนจากสัตว์ ที่มีไขมันสูงคงยากจะเมินถั่วเหลืองไปได้  แต่จะไปจะเอ๋กับ GMOs หรือไม่  คงอยู่ที่บุญกรรมของแต่ละคนแล้วละ

GMOs  สิ่งมีชีวิตตัดต่อยีน
GMOs  มาจาก  Genetically  Modified  Organisms  หมายถึงสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่มีการปรับแต่งยีนจนกลายเป็นสิ่งมี ชีวิตพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในธรรมชาติ  ยีนคือตัวกำหนดพันธุกรรม  จะดำจะขาว  สูงเตี้ย  อ้วนผอม  มียีนเป็นตัวกำหนด  เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของสิ่งมีชีวิต  GMOs คือการตัดต่อยีนเหล่านี้  โดยสลับยีนข้ามพันธุ์กัน  ของพืชกับสัตว์  สัตว์กับสัตว์  หรือพืชกับพืช  ก็ได้

มาว่ากันถึงถั่วหลืองดีกว่า  ถั่วเหลืองนั้นอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญจากพืชซึ่งราคาถูก  และให้ผลดีต่อสุขภาพกว่าโปรตีนจากสัตว์หลายชนิด    และดูเหมือนว่าถั่วเหลืองจะเป็ฯศัตรูผู้ต่อกรกับไขมันร้ายๆ อันไม่พีงประสงค์ในร่างกายได้ด้วย

ดูอย่างน้ำมันที่มีอยู่ในถั่วเหลืองเขาจัดเป้นกรดไขมันไม่อิ่มตัว  ซึ่งสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้  นอกจากนี้ในถั่วเหลืองยังมีเลซิทินเป็นตัวป้องกันไม่ให้ไขมันจับตัวเป็นคราบ ในหลอดเลือด  เขาบอกว่ามันเป็นเหมือนกับการฟอกสบู่  มือมันๆ นี่  ถ้าได้ฟอกสบู่ไขมันก็จะไม่จับมือ  ลักษณะเดียวกัน  ถ้าหลอดเลือดเกิดมันขึ้น  แต่ถ้ามีเลซิทินในหลอดเลือด  ไขมันก็จะไม่ตกตะกอนไปจับหลอดเลือด

ยังไม่หมดเท่านี้  ถั่วเหลืองยังมีเส้นใยเยอะอีกด้วย  เส้นใยนั้นเขาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท  คือ เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ  อย่างพวกรำข้าว  กับเส้นใยที่ละลายน้ำ  ซึ่งจะละเอียดกว่า  เส้นใยแบบนี้มีอยู่ในถั่วเหลือง  และถ้าเส้นใยเหล่านี้ได้เข้าไปอยู่ในร่างกาย  มันสามารถดูดซึมเข้าไปในหลอดเลือดได้  แล้วจะทำตัวเป็นผู้รักษาความสะอาด  คือไปกวาดจับไขมันในหลอดเลือดเอาไปทิ้ง

ถั่วเหลืองยังมีประโยชน์อีกประการ คือ มี Phytochemical  ชนิดหนึ่งที่เขาเรียกว่าไอโซฟลาโวน  สารตัวนี้มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน  บางคนเลยเรียกมันเป็น  Phytoestrogen  ซึ่งหมายถึงเอสโตรเจนที่เจอในพืชผัก

แล้วมันมีประโยชน์อย่างไรหรือ  ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า  ผู้คนสมัยใหม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงๆ กันมาก  ซึ่งทำให้เกิดฮอร์โทนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้นเยอะ  ฮอร์โมนนี้ก็ไปกระตุ้นให้ต่อมเต้านม  รังไข่  หรือต่อมลูกหมากในผู้ชายเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมา

แต่สารไอโซฟลาโวนในถั่วเหลืองนี้มีฤทธิ์ยับยั้งเอสโตรเจนในร่างกาน  คือไปแย่งที่จับจองในเนื้อเยื่อของเต้านม  รังไข่  หรือต่อมลูกหมากก่อนที่เอสโตรเจนจะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง  ฉะนั้นจึงถือได้ว่าเป็นตัวป้องกันมะเร็งตัวหนึ่ง

และความที่มันมีฤทธิ์คล้ายๆ ฮอร์โมนเอสโตรเจน  แต่เป็นเอสโตรเจนอย่างอ่อนๆ ออกฤทธิ์ประมาณครึ่งหนึ่งของเอสโตรเจนในร่างกาย  ฉะนั้นผู้หญิงที่อายุเลย 45 ปีขึ้นไปซึ่งมีภาวะร่างกานเริ่มพร่อมฮอร์โมน  มีอาการวูบวาบหงุดหงิดง่าย  ผิวพรรณไม่มีน้ำมีนวล  อารมณ์ทางเพศถดถอย  หากได้เอสโตรเจนจากถั่วเหลืองเข้าไป  ก็จะได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริมเข้าไปในระดับหนึ่ง  ซึ่งทำให้อาการของภาวะพร่องฮอร์โมนลดน้อยถอยลงได้

เรื่องกระดูกผุก็เกี่ยวข้องกับเอสโตรเจนด้วย  เพราะเอสโตรเจนเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกานดูดซับแคลเซียม  ซึ่งตรงนี้ถั่วเหลืองช่วยได้ดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าคุณค่าของถั่วเหลืองมีมากมายทีเดียว

ถั่วเหลืองพันธุ์ใหม่ ถั่วเหลือง GMOs

สภาพ อากาศในบ้านเราเหมาะกับการปลูกถั่วเหลืองมาก  แต่เราปลูกไม่พอสำหรับบริโภค  เนื่องจากรัฐมีนโยบายเปิดให้นำเข้าถั่วเหลือง  อีกทั้งอเมริกาเขาอุดหนุนการส่งออกถั่วเหลืองทำให้ราคาถั่วเหลืองที่ปลูกใน ประเทศต่ำสู้นำเข้าไม่ได้  เกษตรกรเลยไม่นิยมปลูกกัน

บ้านเราปลูกกันเองได้สองแสนตันต่อปี  ไม่มีที่เป็น GMOs เลย  เพราะบ้านเรายังห้ามปลูกพืชผักที่เป็น GMOs  ยกเว้นปลูกเพื่อการทดลองเท่านั้น  แน่นอนว่าเท่านี้

article 1082559 0038893200000258 392 468x433 300x277 โปรตีนมรณะจากถั่วเหลือง GMO

ผู้ประท้วงจาก กรีนพีช กำลังพ่นน้ำนมทำเครื่องหมาย ถั่วเหลืองตัดแต่งพันธุกรรม ของมอนซานโต้

ย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภค  จึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศในปริมาณราวล้านตันกว่าๆ  เกือบทั้งหมดคือ 80 เปอร์เซ็นต์ นำเข้าจากอเมริกาและอเมริกาใต้  โดยครึ่งต่อครึ่งเป็นถั่วเหลือง GMOs คิดตัวเลขโดยประมาณก็คือมีถั่วเหลือง GMOs อยู่ถึงสี่แสนตันต่อปี  คละเคล้าปนเปอยู่กับถั่วเหลืองธรรมดาทั่วไปในตลาด

ที่นำเข้านั้นแบ่งออกเป็น 3 เกรด  เกรดเอ  เป็ฯเมล็ดถั่วเหลืองที่นำมาบริโภค  กิจการรายเล็กรายใหญ่ต่างๆ ซื้อไปทำเต้าหู้  ไปทำนมถั่วเหลือง  เกรดบี  คุณภาพต่ำลงมาหน่อย  เป็ฯประเภทที่โรงงานต่างๆ ซื้อเอาไปหมักทำซีอิ๊ว  ทำซอสต่างๆ และกรดซี  คือกากถั่วเหลืองซึ่งเอาไปทำอาหารสัตว์ในฟาร์ม  เลี้ยงไก่  เลี้ยงหมู  เลี้ยงวัว  เลี้ยงปลา  หรือกุ้งกุลาดำ

ดังนั้นไม่ว่าถั่วเหลือง GMOs  จะดีไม่ดีอย่างไร  เราก็อาจจะรับมันเข้าไปในร่างกายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม  ทางตรงก็ได้จากการบริโภคโดยตรงจากเต้าหู้  น้ำเต้าหู้  ซีอิ๊ว  เต้าเจี้ยว  ซอสถั่วเหลือง  น้ำมันถั่วเหลือง  และทางอ้อมก็จากสัตว์ต่างๆ ที่กินกากถั่วเหลือง  GMOs  เข้าไปเป็นอาหาร

ความจริงพืชผัก  GMOs  เขาสรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อยังประโยชน์แก่มนุษยชาติ  คือให้ได้พันธุ์พืชใหม่ๆ ที่มีประโยชน์  ไม่ว่าจะเป็ฯพันธุ์พืชที่มีสารอาหารบางอย่างเพิ่มขึ้นมา  พันธุ์พืชที่ทนต่อแมลงรบกวนทนต่อดินฟ้าอากาศ  เหล่านี้เป็นต้น  ซึ่งก็ได้ผล  เป็นไปตามวัตถประสงค์

แต่ของพวกนี้เขาว่าเป็นเรื่องของการฝืนธรรมชาติ  และของเหล่านี้ก็ใช้เป็นอาหารที่คนเราต้องรับเข้าไปในร่างกาย  จะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงเพียงใดก็เกิดการหวาดหวั่นกันอยู่  เนื่องจากหลังจากที่  GMOs  เป็นที่แพร่หลาย  ก็ได้มีงานวิจัยศึกษาถึงผลข้างเคียงของมันที่มีต่อผู้บริโภค  หลายต่อหลายชิ้นบ่งชี้ว่ามันเป็นอันตราย

GMOs  อันตราย?

โดยสรุปแล้วอันตรายจากพืชผักตัดต่อยีนที่เขาหวั่นเกรงกันมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ

หนึ่ง คือ  เรื่องภูมิแพ้อาหาร  โดยปกติทั่วไปคนเราบางคนมักจะมีภูมิแพ้อาหารที่แตกต่างกันไป  ที่อเมริกามีการสำรวจพบว่า  ประชากรหนึ่งในสี่มีภูมิแพ้อาหารบางอย่าง  เช่น  บางคนแพ้อาหารทะเล  บางคนแพ้ถั่วบางชนิด  รู้กันอยู่ว่าพืชผักตัดต่อพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปใส่ในสิ่งมี ชีวิตอีกชนิดหนึ่ง  ฉะนั้นจึงเกิดการถ่ายทอดวารที่เกิดภูมิแพ้ติดมาด้วย
ยกตัวอย่างถั่วเหลืองนี่แหละ  ที่อเมริกามีบริษัทบริษัทหนึ่งมีโครงการดัดแปลงพันธุกรรมถั่วเหลือง  โดยเอายีนของถั่วบราซิลมาตัดต่อใส่เข้าไปในถั่วเหลือง  เพื่อเพิ่มโปรตีนในถั่วเหลือง  แต่ปรากฏว่าถั่วเหลืองมีสารภูมิแพ้จากถั่วบราซิลติดมาด้วย  หากคนที่แพ้ถั่วบราซิลเกิดมากินถั่วเหลืองพันธุ์นี้โดยไม่รู้  ก็จะเกิดอาการแพ้ขึ้นได้
กรณีนี้นับว่าโชคดีที่มีการตรวจพบข้อผิดพลาดขึ้นก่อนในช่วงทดลอง  ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยออกไปคงโกลาหล

เรื่องที่สอง คือ  เรื่องของการถ่ายทอดความต้านทานยาปฏิชีวนะเทคนิควิธีในการตัดต่อยีนนั้น  เขาจะต้องมีการกำหนดยีนเครื่องหมาย  หรือ Marker  Gene  เอาไว้  เพื่อจะได้แยกแยะได้ถูกว่าอันไหน GMOs  อันไหนไม่ใช่  GMOs
ตัวยีนเครื่องหมายที่ใส่เข้าไป  เขาใช้ยีนต้านทานยาปฏิชีวนะ  ตอนจะแยกแยะเขาก็ใช้ยาปฏิชีวนะนี่แหละฉีดพ่นเข้าไป  เมล็ดพันธุ์ตัวไหนตายก็คือว่าไม่มียีนต้านทานยาปฏิชีวนะ  ก็ไม่ใช่  GMOs  ส่วนเมล็ดไหนตรงกันข้ามก้คือใช่
ทีนี้หากมีคนบริโภคอาหาร GMOs  เหล่านี้เข้าไป  ยีนต้านทานยาปฏิชีวนะนะถูกถ่ายทอดไปสู่แบคทีเรียในกระเพาะอาหาร  มีผลให้แบคทีเรียเหล่านั้นสามารถต้านทานยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้น  แล้วถ้าเกิดว่าแบคทีเรียพวกนั้นเป็นแบคทีเรียที่ก่อโรคในสัตว์และมนุษย์ก็จะ ปราบมันได้ยากมากขึ้น  เพราะมันต้านทานยาปฏิชีวนะเสียแล้ว

เรื่องที่สาม คือ สารพิษที่เกิดขึ้นในอาหาร  เขาว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมมีโอกาสที่จะมีระดับสารพิษเพิ่มขึ้นหรือสามารถ สร้างสารพิษชนิดใหม่ขึ้นในอาหารได้  มีตัวอย่างปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว  บริษัทแห่งปนึ่งในญี่ปุ่นได้ผลิตอาหารเสริมโดยการตัดต่อยีนจากแบคทีเรีย เพื่อให้ได้โปรตีนไทรโทเฟน  เมื่อปล่อยออกสู่ตลาดถึงผู้บริโภค  ปรากฏว่ามีผู้บริโภคเกือบ 5,000 รายป่วยด้วยอาการของโรค Eosinophilia  Myalgia  Syndrome  กว่าจะค้นพบสาเหตุก้ฒีคนตายไป 37 ราย  และพิการถาวรเกือบ 1,500 คน  เหล่านี้เป็นผลเสียในระยะสั้น

ผลระยะยาวๆ ใครจะเสี่ยง

แต่ผลในระยะยาวที่ไม่มี ใครคาดเดาได้นั้ก็เป็นที่หวั่นแกรงกันอยู่  ถ้าเราเอางานวิจัยชิ้นหนึ่งมาคิดกันดู  ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ  GMOs  ชิ้นดังของ ดร.พุสชตัยที่ทดลองกับหนู  โดยให้หนูกินมันฝรั่ง GMOs เป็นเวลา 110 วัน  ปรากฏว่าเกิดเซลล์ผิดปกติขึ้นในตัวหนูซึ่งอาจกลายพันธุ์เป็นมะเร็ง

imgname genetically modified soy in russia 50226711 images GMO soya a21449396947beba94e1aad67194df48 254x300 โปรตีนมรณะจากถั่วเหลือง GMO

national Russian research agency เผยพืช GMO ส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตและมนุษย์

ปกติ หนูมีช่วงอายุประมาณ 600 วัน  กินมันฝรั่งไป 110 วัน  ก็เป็นหนึ่งในหกของอายุ  เมื่อเทียบกับคนเรา  โดยพันธุกรรมแล้วมีอายุยืนยาวได้ถึง 120 ปี  หนึ่งในหกก็คือ 20 ปี  ดังนั้นผลต่อสุขภาพบางอย่างมันต้องดูกันยาวๆ แล้วระหว่างนี้ใครจะเสี่ยงล่ะ

สำหรับ ในกรณีถั่วเหลือง  การดัดแปลงพันธุกรรมเขาพยายามใส่สารโปรตีนกรดแอมิโนจำเป็นให้มันครบส่วน  ซึ่งถั่วเหลืองโดยปกติมันจะพร่องกรดแอมิโน Methipnine

ปัญหาของถั่ว เหลือง  GMOs  ที่พบกันคือ  มันจะมีสารไฟโตเอสโตรเจนสูงกว่าปกติ  บางคนบอกว่ามันสูงมากๆ ไฟโตรเอสโตรเจนตัวนี้  ดังที่กล่าวแล้วว่าโดยปกติมันจะไปสกัดกั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเรา  ช่วยป้องกันมะเร็งได้แต่ถ้ามันมีปริมาณสูงมากๆ ก็อาจจะกลับกันกลายเป็นตัวกระตุ้นเซลล์มะเร็งเสียเอง

แล้วในฐานะผู้ บริโภคจะทำอย่างไรกันล่ะ  อาหารไหนเป็น  GMOs  หรือไม่  GMOs  ดูจากหน้าตาก็ใช่จะรู้กันได้  เราจะยอมรับชะตากรรมที่ยังคาดเดาไม่ได้ในอนาคตหรือ

ในเมื่อยังไม่มี คำตอบที่แน่ชัดในเรื่องความปลอดภัย  100 เปอร์เซ็นต์ จากอาหาร  GMOs  ผู้บริโภคจึงควรมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองรับเข้าไปนั้นคืออะไร  มีอะไรแอบแฝงอยู่ในนั้น

ฉะนั้นการติดฉลากว่าอาหารตัวไหนเป็น GMOs  จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด  ใครที่เชื่อถือศรัทธาเห็นดีกับอาหาร GMOs  ว่าไม่มีพิษภัย  ก็เลือกซื้อเลือกหามารับประทานกันไป  ส่วนใครยังไม่แน่ใจเห็นว่ายังมีปัญหาอยู่  ก็หลีกเลี่ยงเสียได้

ซึ่ง ก็เป็นที่น่ายินดีว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรมการอาหารและ ยา  หรือ  อย. นั้น  มีนโยบายที่จะให้ติดฉลาก  GMOs  ออกมาชัดเจนแล้ว

คาดว่าอีกไม่นานเกินรอ  เราจะได้ไม่ต้องอยู่แบบเสี่ยงที่จะเป็นหนูทดลองอย่างทุกวันนี้

 

ขอขอบคุณที่มาบทความ : นิตยสารแพรว
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต