นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐตรวจพบว่า พืชตัดต่อพันธุกรรมที่มีชื่อว่า ข้าวโพดพันธ์บีที ซึ่งทราบกันว่ามีการสังเคราะห์สารพิษบีทีลงในเมล็ดพันธ์
พันธุกรรมข้าวโพดนี้ได้ถูกรวมเข้ากับพันธุกรรมของแบคทีเรียในดินที่มีชื่อว่า บีที (บาซิลลัส เธอรินจิเอนซิส)
ซึ่งถูกใช้ผลิต บีทีท็อกซิน อันเป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่อันตราย โดยมันจะเข้าไปทำลายช่องท้องของแมลงจนทำให้ตายในที่สุด
แต่มอนซานโต้ และ สำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอเมริกา (EPA) ได้เคยกล่าวไว้ว่ามันจะมีผลเฉพาะกับแมลงเท่านั้น
แต่บีทีท็อกซินกลับทำลายเนื้อเยื่อของมนุษย์ด้วย การที่บริษัทกล่าวว่าข้าวโพดบีทีจะไม่ส่งผลต่อมนุษย์นั้นจึงไม่เป็นความจริง
นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแพทย์ เชอร์บรูค ในเมืองคิวเบค ตรวจพบข้าวโพดพันธ์ที่ใช้บีทีท็อกซินในเลือดของสตรีมีครรภ์และทารก
เช่นเดียวกับสตรีที่ไม่ตั้งครรภ์ ซึ่งพบถึง 93 เปอร์เซ็นต์จากสตรีมีครรภ์ และพบถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในเลือดของรกเด็ก
และ พบ 67 เปอร์เซ็นต์ในสตรีที่ไม่ตั้งครรภ์ การศึกษานี้ยังได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารพิษวิทยา รีโปรดักทีฟ ท็อกซิโคโลจี อีกด้วย
ความสัมพันธ์ของข้าวโพดบีทีกับหนูทดลอง โดยหนูทดลองแสดงให้เห็นชัดถึงผลของภูมิคุ้มกัน
นักวิจัยในประเทศอิตาลีตรวจพบข้าวโพดบีทีของบริษัทมอนซานโต้มีผลต่อภูมิต้านทานในวงกว้าง
หลังจากที่ทดลองฉีดสารบีทีท็อกซินที่พบในเลือดของสตรีและทารก
พบการเพิ่มของ แอนตี้บอดี้ชนิด IgE และ IgG มีความสัมพันธ์กับภูมิแพ้และการติดเชื้อ
พบการเพิ่มของ ไคโตคิเนส ซึ่งมีผลต่อภูมิแพ้และการอักเสบ
อินเตอร์ลิวคินส์ ซึ่งเป็นรูปหนึ่งของไคโตคิเนส มีปริมาณเพิ่มขึ้น ในมนุษย์ที่มีอาการแทรกซ้อนจากโรคข้ออักเสบและลำไส้อักเสบจนถึงโรคมะเร็ง
พบการเพิ่มของ ทีเซลล์ (แกมม่า เดลต้า) สัมพันธ์กับโรคหอบหืด อาการภูมิแพ้อาหารในเด็ก และ โรคข้ออักเสบ และการติดเชื้อในเนื้อเยื่อข้อต่อ
หนูทดลองถูกเลี้ยงด้วยข้าวโพด บีที มีผลต่อภูมิต้านทาน
เมื่อหนูทดลองถูกเลี้ยงด้วยข้าวโพด บีที ของบริษัทมอนซานโต้ วึ่งเรียกว่า มอน 863 ระบบภูมิต้านทานได้ถูกกระตุ้น ผลปรากฏพบจำนวน บาโซฟิลส์ ไลม์โฟไซต์ และ เม็ดเลือดขาว เพิ่มขึ้นในปริมาณที่สูง ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ของอาการ ติดเชื้อ พิษในกระแสเลือด หรือโรคที่เกี่ยวกับมะเร็ง อาการนี้ยังบ่งชี้ถึงอาการเป็นพิษในตับและไตได้อีกด้วย
แบคทีเรียบีทีในธรรมชาติ มีผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
บีทีท็อกซิน ตามธรรมชาติ ซึ่งมีความเป็นพิษน้อย เมื่อใช้ทดลองในหนูทดลอง เมื่อเทียบกับผลกระทบดังกล่าวได้ถูกศึกษาในชาวนา พบว่าผลปรากฏเนื้อเยื่อของหนูถูกทำลาย ระบบภูมิต้านทานจะทำการต่อต้านเชื้ออย่างรุนแรงเช่นเดียวกับเชื้ออหิวาตกโรค หนูทดลองจะเริ่มมีปฎิกิริยาสนองตอบต่ออาหารที่อันตรายน้อยกว่า
บีทีสังเคราะห์อันตรายมากกว่า
ชาวนาอาจได้รับบีทีธรรมชาติจากแบคทีเรียในดิน เช่นการใช้สารกำจัดศัตรูพืชตามธรรมชาติ แต่โดยปกติชาวนานั้นจะฉีดพ่นลงบนใบของพืชและบีทีธรรมชาติสามารถถูกกำจัดโดยธรรมชาติได้ด้วยแสงอาทิตย์
แต่บีทีสังเคราะห์ในพืชตัดแต่งพันธุกรรมนั้นถูกสร้างลงในเซลล์ทุกเซลล์ของพืชดังกล่าวไม่อาจชะล้างได้ซึ่งหากรับประทานไปเราจะได้รับมันเข้าสู่ร่างกายโดยตรงและบีทีสังเคราะห์ในพืชตัดแต่งพันธุกรรมมีความรุนแรงกว่าบีทีตามธรรมชาติถึงพันเท่า
ตามข้อเท็จจริงแล้วแม้องค์กรอนามัยโลกจะอ้างความปลอดภัยโดยผลการทดลองของห้องทดลองเอกชนแห่งหนึ่งแต่การทดลองดังกล่าวยังไม่ได้มีการทดลองทางคลินิกซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติของการรับรองผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการสังเคราะห์ขึ้น
บีทีมีความเชื่อมโยงกับสัตว์ที่ตาย
เมื่อชาวนาเลี้ยงปศุสัตว์ในบริเวณที่ทำการเพาะปลุก ฝ้ายพันธ์บีที หลังจากเก็บเกี่ยว ปศุสัตว์คือ แกะ แพะและกระบือ หลายสิบตัวตายลงอย่างปริศนา ผู้เล่าเหตุการณ์ได้เล่าว่า เคยไปเยี่ยมที่หมู่บ้านดังกล่าวเมื่อเจ็ดถึงแปดปีที่แล้วขณะนั้นก็มีการเลี้ยงปศุสัตว์ในพื้นที่เพาะปลูกฝ้ายเช่นกันแต่เป็นฝ้ายธรรมชาติก็ไม่พบการผิดปกติแต่อย่างไร แต่เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2008 เมื่อชาวไร่เลี้ยงกระบือในบริเวณที่เพาะปลูกฝ้ายบีทีครั้งแรก หลังจากนั้นหนึ่งวันกระบือทั้งหมดตายลงรวมทั้ง นอกจากนี้ยังพบแกะและแพะในหมู่บ้านเดียวกันตายเพิ่มอีก 26 ตัว
แปลและเรียบเรียงโดย:บก.จุลินทรีย์
ข้อมูลบางส่วนจาก:
สำนักพิมพ์เดลีเมล์ อังกฤษ
http://www.dailymail.co.uk/health/article-1388888/GM-food-toxins-blood-93-unborn-babies.html
องค์กรผู้บริโภค Foodconsumer.org
ดร.เมคูล่า
http://articles.mercola.com/sites/articles/archive/2011/10/06/dangerous-toxins-from-gmo-foods.aspx
อ้างอิงผลงานวิจัย:http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21338670
ภาพประกอบ:Alamy@@dailymail , Internet
วีดีโอประกอบ: youtube



